ประวัติพระเกจิอาจารย์ สายใต้

ประวัติพระเกจิอาจารย์

ประวัติพระครูอรรถธรรมรส(หลวงพ่อซัง)วัดวัวหลุง อ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช

ประวัติพระครูอรรถธรรมรส(หลวงพ่อซัง)วัดวัวหลุง อ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช

ประวัติพระครูอรรถธรรมรส(หลวงพ่อซัง)วัดวัวหลุง อ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช

 พระครูอรรถธรรมรส (ซัง สุวัณโณ) หลวงพ่อซัง นามเดิมชื่อซัง เป็นบุตร คนสุดท้ายของขุนวิน ศักดาวุธ (บุศจันทร์ ศักดาวุธ) มารดาชื่อนางส้ม ศักดาวุธ เกิดเมื่อวันอังคาร ขึ้น 15ค่ำ ปีกุนตรงกับวันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2394 ณ บ้านพัง หมู่ที่2 ต.ควนพัง อ.ร่อนพิบูลย์  จังหวัดนครศรีธรรมราช  หลวงพ่อซัง ท่านมีพี่สาว 2คน ชื่อนางรอดและนางแก้ว (ถึงแก่กรรมหมดแล้ว) เมื่อท่านอายุได้ 11ปี ได้ไปศึกษาเล่าเรียนอักษรสมัยในสำนักท่าน อาจารย์นาค เจ้าอาวาส วัดพัง ต่อมาเมื่ออายุได้ 13ปี ท่านย้ายไปศึกษาในสำนักของท่าน อุปัชฌาย์รักษ์ วัดปัง ต.ควรชุม อ.ร่อนพิบูลย์  ท่านเรียนวิชาเลข และคัดลายมือ ขณะที่หลวงพ่อซัง ท่านศึกษาอยู่ท่านเป็นคนฉลาดความจำดี มีความขยันอดทนเป็นเลิศ อุปัชฌาย์รักษ์ เห็นแววและอนาคตจะไปไกลเลย จึงบวชเณรให้เมื่ออายุ 16 ปี หลังจากบวชเณรแล้วท่านก็ได้ศึกษาธรรมวินัยและวิปัสสนาธุระเพิ่มขึ้น พอเป็นแนวทางปฏิบัติท่านอยู่ต่อมาจนครบปี เผอิญข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของจังหวัดตรัง เดินทางไปนมัสการพระอุปัชฌาย์รักษ์ พบสามเณรน้อยผู้มีสติปัญญาไหวพริบดี จึงของตัวไปให้รับราชการในตำแหน่งเสมียนตรา อยู่ที่อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง ท่านรับใช้ประเทศชาติในตำแหน่งเสมียนตรา อยู่ 3ปี เห็นว่าเป็นหนทางแห่งความทุกข์ยาก หาอะไรแน่นอนไม่ได้ ปราศจากความสุขอันมั่นคง ชีวิตท่านได้รับรสพระธรรม คำพร่ำสอนจาก อุปัชฌาย์รักษ์ ยังฝังลึกอยู่ในใจท่าน จึงลาออกจากราชการเมื่ออายุ 20ปี แล้วเดินทางกลับสู่ภูมิลำเนา เตรียมตัวอุปสมบทเมื่ออายุย่างเข้าอายุ 21ปี

พ่อท่านซัง อุปสมบท เมื่อเดือน 8 ขึ้น 13ค่ำ วันพุธ พ.ศ. 2414 อุปสมบทที่วัดปัง บวช ณ ที่เดิมที่ท่านได้บวชเณร อุปัชฌาย์รักษ์ เป็นพระอุปัชฌาย์ ท่านอาจารย์นาค เจ้าอาวาสวัดพัง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ท่านอาจารย์ทองดี วัดปัง เป็นพระอนุศาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า “สุวัณโณ” เมื่ออุปสมบทแล้วหลวงพ่อซัง ท่านไปศึกษาอยู่ในสำนัก อาจารย์นาค วัดพัง ศึกษาเพิ่มเติมทางด้านคาถาอาคมอยู่หนึ่งพรรษา  พ่อท่านซัง จึงกราบลาอาจารย์นาค ไปอยู่กับท่านอาจารย์โฉม เจ้าอาวาสวัดวัวหลุง เพื่อศึกษาคันถะธุระและอบรมวิปัสสนาธุระ กับอาจารย์ชูอาจารย์สด วัดวัวหลุงสรุปแล้วท่านมีอาจารย์ที่เก่งกล้าทางด้านวิปัสสนา ไสยศาสตร์และพุทธศาสตร์แห่งเดียวถึงสามองค์ ท่านพยายามฝึกฝนสมาธิจิตท่องมนต์คาถา และธรรมะจนสามารถเทศนาสั่งสอนประชาชนให้ประพฤติปฏิบัติเป็นคนดีอยู่ใน ศีลธรรม
เมื่อหลวงพ่อซัง ท่านมีอายุพรรษาได้ 11พรรษาตำแหน่งสมภาร วัดวัวหลุงว่างลง พ่อท่านซังจึงได้รับแต่งตั้งให้เป็นสมภารสืบแทนอาจารย์ของท่าน  พ.ศ.2438 ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ให้การอุปสมบทแก่กุลบุตรในท้องถิ่น

พ.ศ.2441 พ่อท่านซังได้ รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะแขวงให้ปกครองวัด 13วัด ท่านได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างดียิ่งไม่ว่าภาระหน้าที่นั้นจะยากลำบากเพียงใด สมัยก่อนไม่มีถนนไม่มีรถวิ่ง ต้องเดินรัดป่าตัดทุ่งนาป่าเขาไปสงเคราะห์ผู้ทุกข์ยาก กาลเวลาสืบต่อมาเมื่อ พระศรีธรรมมุณี (พระรัตนธัชมุณี) เจ้าอาวาสวัดท่าโพธิ์ นครศรีธรรมราช ได้รับตำแหน่งเป็นเจ้าคณะมณฆลนครศรีธรรมราช  เห็นว่าพ่อท่านซัง วัดวัวหลุง เป็นผู้มีความสามารถในการบริหารหมู่คณะสงฆ์ดี ปฏิบัติน่าเลื่อมใส  จึงให้ประทานตราตั้งเป็นพระครู เจ้าคณะแขวงเมื่อ วันที่ 22 มกราคม 2445 ให้เป็นผู้ปกครองวัด ในอำเภอร่อนพิบูลย์ทั่วทุกวัด จนลุถึง พ.ศ. 2467 ได้รับพระราชทานสมณศักด์เป็น “พระครูอรรถธรรมรส”

หลวงพ่อซัง บริหารคณะสงฆ์สืบต่อมาจนเจริญรุ่งเรื่องถึงขีดสุด โดยบูรณะถาวรวัตถุต่างๆเช่น โบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ โรงเรียน ยังมีสภาพอันเก่าแก่ให้เห็นหลายแห่ง ในอำเภอร่อนพิบูลย์  ประชาชนพากันมาหาสู่ท่าน เพื่อขอพรจากท่าน ให้ท่านลดน้ำมนต์ ขอลูกอมชานหมาก และของที่ท่านแจกให้เป็นของที่ห่วงแหนกันมาก

ครั้ง พ.ศ. 2472 หลวงพ่อซัง ชราภาพมากจนไม่สามารถปฏิบัติงานได้โดยสะดวก จึงโปรดเกล้าให้เป็นกิตติมศักดิ์ พ้นจากตำแหน่งราชการ รวมเวลาที่ท่านได้ปฏิบัติงานในตำแหน่งเจ้าคณะแขวงอยู่ 13 ปี เมื่อถึง พ.ศ. 2478 ท่านเริ่มอาพาธด้วยโรคชรามาตั้งแต่ต้นปี ต่อมาโรคได้กำเริมหนัก จนถึงวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ.2478 เวลา10.20 น. ท่านมรณภาพลงด้วยอาการสงบ สิริรวมอายุได้ 84 ปี

ประวัติการสร้างเหรียญพ่อท่านซัง รุ่นแรก ปี 2480 เหรียญได้สร้างหลังจากที่พ่อท่านซังได้มรณภาพไปแล้ว 2 ปี บรรดาลูกศิษย์ที่นับถือในตัวของพ่อท่านซังต้องการเหรียญรูปเหมือนของท่านไว้ เป็นที่ระลึก คณะกรรมการจึงได้ประชุมกันและนิมนต์ให้พระครูธรรมธร วัดโพธิ์ท่าเตียน กรุงเทพฯมาเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ (ท่านเป็นศิษย์พ่อท่านซังบวชเณรให้ พร้อมทั้งสนับสนุนให้ได้เรียน) ฝ่ายคฤหัสถ์ให้ท่านขุน นายอำเภอร่อนพิบูลย์เป็นประธาน โดยตกลงพร้อมใจกันจัดสร้างเหรียญขึ้นจำนวนหนึ่งเพื่อแจกในงานพระราชทานเพลิง ศพ ในปี 2480 ท่านพระครูธรรมธรได้รับภาระในการหาช่างแกะบล๊อคตามรูปถ่าย พร้อมทั้งออกแบบยันต์ด้านหลังเหรียญ เป็นยันต์ที่พ่อท่านซังใช้เขียนผ้ายันต์ลงตะกรุดพิศมร และที่ใช้ทำน้ำมนต์เป็นประจำ ยันต์และพระคาถาสี่ตัวด้านหลังเหรียญนั้นถอดมาจากพระธรรมในพระไตรปิฎก สามารถนำมาใช้ได้ตามปรารถนา หลังจากที่ช่างได้ปั้มเหรียญเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อถึงอุดมฤกษ์มงคล มิ่งแล้ว ท่านพระครูธรรมธรได้จัดพิธีพุทธาภิเษกเหรียญพ่อท่านซังในอุโบสถวัดโพธิ์ท่า เตียน กรุงเทพฯ นิมนต์พระเถระต่างๆที่มีชื่อเสียงในปี 2480มาร่วมพิธีแผ่กระแสจิต พร้อมทั้งอัญเชิญดวงวิญญาณหลวงพ่อซังมาประทับร่วมในพิธีด้วย โดยจัดอาสนะไว้ให้ท่านด้วย เมื่อเสร็จพิธีเรียบร้อยท่านพระครูได้นำเหรียญกลับมายังวัดเทพนิมิต(วัว หลุง) และได้ประกอบพิธีพุทธาภิเษกอีกครั้ง โดยครั้งนี้ได้นิมนต์พระครูกาชาด วัดใหญ่ชัยมงคลซึ่งเป็นสหมิกธรรมของท่าน ไปมาหาสู่แลกเปลี่ยนความรู้กันเสมอ พร้อมทั้งพระครูกาแก้ว วัดหน้าพระบรมธาตุฯ และพระเถรานุเถระไม่ปรากฎนามร่วมพิธีพุทธาภิเษกอย่างพร้อมเพรียงและยิ่งใหญ่ เมื่อถึงวันพระราชทานเพลิงศพพ่อท่านซัง คณะกรรมการวัดได้นำรูปเหรียญของพ่อท่านซังมาแจกเป็นที่ระลึกแก่ผู้เข้าร่วม พิธีในวันนั้น ปรากฎว่าประชาชนต่างแย่งชิงเหรียญกันจนหมด และไม่พอแจกจ่ายแก่บรรดาข้าราชการ พ่อค้าและประชาชนที่มาร่วมงานจนเต็มลานวัด เหรียญพ่อท่านซังรุ่นแรกนี้ เกิดประสบการณ์และอภินิหารมากมาย ทั้งความแคล้วคลาด คงกระพัน มหาอุด เป็นที่หวงแหนและเป็นเหรียญแจกงานศพ “เหรียญตาย” ที่มีราคาค่านิยมแพงที่สุดในประเทศไทย
ขอบพระคุณเวปไซด์ตั้มศรีวิชัยดอทคอมเจ้าของข้อมูลเดิมค่ะ

 

 

Categories: ประวัติพระเกจิอาจารย์, หลวงพ่อซัง วัดวัวหลุง | Tags: , , , , , , | ใส่ความเห็น

ประวัติพระครูวิสุทธิบุญดิตถ์ (หลวงพ่อนวล ปริสุทโธ) วัดประดิษฐาราม(ไสหร้า)อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช

พระครูวิสุทธิบุญดิตถ์ (หลวงพ่อนวล ปริสุทโธ) วัดประดิษฐาราม(ไสหร้า)อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช

พระครูวิสุทธิบุญดิตถ์ (หลวงพ่อนวล ปริสุทโธ) วัดประดิษฐาราม(ไสหร้า)อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช

พระครูวิสุทธิบุญดิตถ์ (นวล ปริสุทโธ)

          พ่อท่านนวล มีนามเดิมว่า นวล เจริญรูป เกิดเมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๖๕ ตรงกับวันพฤหัสบดี แรม ๕ ค่ำ เดือน ๘ ปีจอ ณ บ้านไสหร้า หมู่ ๔ ต.ทุ่งสัง (หมู่ ๑ ต.บางรูป ในปัจจุบัน) อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช โยมบิดา-โยมมารดาชื่อ นายเกลื่อน และนิ่ม เจริญรูป มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันทั้งหมด ๒ คน และมีพี่น้องร่วมบิดาแต่ต่างมารดา อีก ๔ คน ปัจจุบันสิริอายุ ๘๙ พรรษา ๖๘ ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดประดิษฐาราม (วัดไสหร้า) บ้านไสหร้า ต.บางรูป อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ชีวิตในวัยเด็ก พ่อท่านนวลเป็นคนชอบสนุกสนานแต่ขี้อาย มีความประพฤติเรียบร้อย สมถะ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เป็นที่รักของครอบครัวและเพื่อนฝูง เมื่ออายุได้ ๗ ขวบ ได้เข้าเรียนหนังสือที่โรงเรียนวัดมะเฟือง ต.นากะชะ อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช จนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ เมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๙
พ่อ ท่านนวล ท่านได้เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๘๕ ตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๗ ณ พัทธสีมาวัดภูเขาหลัก (วัดหลวงพ่อแดง พระเกจิอาจารย์ชื่อดังในสมัยก่อน) ต.ทุ่งสัง อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช โดยมีพระครูถาวรบุญรัตน์ วัดท่ายาง อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช เป็นพระอุปัชฌาย์
งานด้านการศึกษาของ พ่อท่านนวล วัดไสหร้า
-ปี พ.ศ.๒๔๙๒ พ่อท่านนวล สอบไล่ได้นักธรรมชั้นโท ณ สำนักเรียนวัดประดิษฐาราม
-ปี พ.ศ.๒๔๗๓ พ่อท่านนวล เป็นครูสอนพระปริยัติธรรม
-ปี พ.ศ.๒๔๙๘ เป็นกรรมการตรวจธรรมสนามหลวง
-ปี พ.ศ.๒๕๐๓ หลวงพ่อนวล เป็นกรรมการศึกษาโรงเรียนวัดประดิษฐาราม
-ปี พ.ศ.๒๕๐๔ หลวงพ่อนวล รักษาการแทนสาธารณูปการ อ.ทุ่งใหญ่ และเป็นกรรมการการศึกษาประจำตำบลทุ่งสัง

          หลวงพ่อนวล ปริสุทโธ ให้ความสำคัญกับงานด้านการศึกษาของภิกษุสามเณรและเด็กนักเรียนเป็นอย่างมาก ท่านให้การอุปถัมภ์โดยได้เริ่มก่อตั้งโรงเรียนวัดประดิษฐาราม เมื่อ พ.ศ.๒๕๐๑ โดยได้บริจาคที่ดินของวัด ๑๒ ไร่ เป็นที่ตั้งโรงเรียน ต่อมาได้ก่อตั้งกองทุนพ่อท่านนวล ปริสุทโธ เพื่อเป็นทุนการศึกษาสำหรับเด็กนักเรียนที่เรียนดี ความประพฤติเรียบร้อย แต่มีฐานะยากจน หลายกองทุน และยังนำมาเป็นทุนการศึกษาให้กับพระภิกษุสามเณร ที่ศึกษาพระธรรมในสถาบันศาสนาทั้งในจังหวัดและต่างจังหวัด
หลวงพ่อนวล ยังเป็นพระนักพัฒนาที่เต็มเปี่ยมด้วยความเมตตา ท่านได้ดำริให้มีการก่อสร้างและพัฒนาวัดตลอดเวลา อาทิ สร้างโบสถ์ โรงธรรม ศาลาการเปรียญ ซุ้มประตู เมรุ ตลอดจนยังเมตตารับเป็นองค์ประธานอุปถัมภ์ในการสร้างโบสถ์ วิหารศาลาโรงธรรม ตลอดจนเสนาสนะของวัดอื่นๆที่ขอความเมตตามายังท่าน รับกิจนิมนต์ตลอดเวลาไม่เคยปฎิเสธ เว้นนอกเสียจากว่าอาพาธเท่านั้น นำความสุขความเจริญมาสู่ชุมชนตลอดมาในทุกๆด้านจนได้รับ สมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตร จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ลำดับงานปกครองและสมณศักดิ์ พ่อท่านนวล วัดไสหร้า
-ปี พ.ศ.๒๔๙๒ หลวงพ่อนวล ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดประดิษฐาราม (วัดไสหร้า) ตั้งแต่บัดนั้นมาจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้
-ปี พ.ศ.๒๕๐๘ พ่อท่านนวล ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลทุ่งสัง
-ปี พ.ศ.๒๕๐๕ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นครูสัญญาบัตรชั้นตรีที่ พระครูวิสุทธิบุญดิตถ์
-ปี พ.ศ.๒๕๑๘ หลวงพ่อนวล ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์
-ปี พ.ศ.๒๕๒๖ พ่อท่านนวล ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นโท ในพระราชทินนามเดิม

ในอดีตพ่อท่านนวล ปริสุทโธ พำนักอยู่ ณ.กุฎิเถราจารย์ ๑ วัดคีรีกันทร์ อ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งอำเภอนี้เป็นได้รับการคัดเลือกให้เป็น ดินแดนที่มีอากาศบริสุทธิ์ที่สุดในประเทศไทย แต่เมื่อถึงวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา พ่อท่านนวลก็จะเดินทางไปปฎิบัติศาสนกิจ ณ.วัดประดิษฐาราม(ไสหร้า)อย่างสม่ำเสมอไม่เคยขาด สมกับเป็นเนื้อนาบุญในบวรพระพุทธศานาอย่างแท้จริง

http://www.youtube.com/watch?v=8l0lBlFao5E

Categories: ประวัติพระเกจิอาจารย์, พ่อท่านนวล ปริสุทโธ วัตถุมงคลรุ่นต่างๆ, พ่อท่านนวล ปริสุทโธ เหรียญรุ่นแรก “บล๊อคนิยม” ปี2525, พ่อท่านวล ปริสุทโธ รุ่นมหาโภคทรัพย์ 7 รอบ, พ่อท่านวล ปริสุทโธ รุ่นเมตตามหาลาภ 2548, หลวงพ่อนวล ปริสุทโธ รุ่นเจริญพร ๘๘ ปี2552, หลวงพ่อนวล รุ่นฉลองอายุ72ปี 2538 | Tags: , , , , , , | ใส่ความเห็น

ประวัติพระครูศีลมงคล(พ่อท่านไข่ นาถสีโล) วัดลำนาว อ.บางขัน จ.นครศรีธรรมราช

ประวัติพระครูศีลมงคล(พ่อท่านไข่ นาถสีโล) วัดลำนาว อ.บางขัน จ.นครศรีธรรมราช

ประวัติพระครูศีลมงคล(พ่อท่านไข่ นาถสีโล) วัดลำนาว อ.บางขัน จ.นครศรีธรรมราช

ประวัติพระครูศีลมงคล(พ่อท่านไข่ นาถสีโล) วัดลำนาว อ.บางขัน จ.นครศรีธรรมราช

Categories: ประวัติพระเกจิอาจารย์, พ่อท่านไข่ วัดลำนาว เหรียญรุ่นแรก ปี 2538, วัตถุมงคลหลวงพ่อไข่ วัดลำนาว รุ่น 8 รอบมหามงคล ปี 2553 | Tags: , , , , , , | ใส่ความเห็น

ประวัติพระครูพิเศษเขมาจาร (หลวงพ่อท้วม เขมจาโร) วัดศรีสุวรรณ อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี

พระครูพิเศษเขมาจาร (หลวงพ่อท้วม เขมจาโร) วัดศรีสุวรรณ อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี

พระครูพิเศษเขมาจาร (หลวงพ่อท้วม เขมจาโร) วัดศรีสุวรรณ อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี

  พระครูพิเศษเขมาจาร ( หลวงพ่อท้วม เขมจาโร)


หลวงพ่อท้วม เขมจาโร เจ้าอาวาสวัดศรีสุวรรณ ชื่อเดิม เขียม อักษรสม เกิดเมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๕ ตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้น ๑๑ ค่ำ เดือนยี่ ปีจอ ที่บ้านสมอทอง หมู่ ๒ ต.สมอทอง อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี ปัจจุบันหลวงพ่อท้วม อายุ ๘๙ ปี พรรษา ๖๒ บิดาชื่อ นายเชื่อม มารดาชื่อ นางทา มีพี่น้องร่วมบิดามารดาทั้งหมด ๗ คน พี่ชายคนโตคือ พระราชวีรมุนี (สีหนาทภิกขุ ) อดีตเจ้าคณะจังหวัดเลย ปัจจุบันมรณภาพแล้ว และพี่ๆอีก ๔ คนก็ได้เสียชีวิตแล้วเช่นกัน คงเหลือแต่ พระครูสิริรัตนโสภณ (หลวงพ่อแดง ) เจ้าคณะตำบลเสี้ยว วัดกอไร่ใหญ่ อ.เมือง จ.เลย น้องชายเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันได้มาจำพรรษาอยู่ที่วัดศรีสุวรรณ หลวงพ่อท้วม จบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ ในปี พ.ศ. ๒๔๗๙ เมื่ออายุครบเกณฑ์ทหารได้สมัครใจเป็นทหารเพื่อรับใช้ชาติอยู่ ๒ ปี หลังจากปลดประจำการ ท่านมาเป็นครูสอนหนังสือที่โรงเรียนประชาบาลอยู่ระยะหนึ่ง หลังจากนั้นท่านได้อุปสมบทเพื่อทดแทนคุณบิดามารดา เมื่อวันที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๙๒ ณ วัดศรีสุวรรณ โดยมีพระครูประสงค์สารการ (หลวงพ่อเทศน์ โยธารักษ์) วัดวิชิตดิตถาราม เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูฮอด หิรัญโญ อดีตเจ้าอาวาสวัดศรีสุวรรณลำดับที่ ๒ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระวีรญาณมุนี วัดศรีบุญเรือง จังหวัดเลย เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า “เขมจาโร” อันหมายถึง ผู้มีความประพฤติเรียบร้อยดีงาม ระหว่างอุปสมบทได้เดินทางไปปฎิบัติธรรมและศึกษาพระธรรมวินัยในหลายจังหวัด ทางภาคอีสาน ก่อนกลับมาจำพรรษาที่วัดศรีสุวรรณ
พ.ศ. ๒๔๙๙ได้ศึกษาพระธรรมจนจบชั้นนักธรรมเอก และดำรงตำแหน่งรักษาการเจ้าอาวาสวัดศรีสุวรรณ เมื่อแก่พรรษามากขึ้นก็ได้รับตำแหน่งหน้าที่และสมณศักดิ์สูงขึ้นเป็นลำดับ ดังนี้
พ.ศ. ๒๕๐๒ ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดศรีสุวรรณ ซึ่งเป็นลำดับที่ ๓ จนถึงปัจจุบัน
พ.ศ. ๒๕๐๔ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นโท (จร.ชท.) ในราชทินนามที่พระครูพิเศษเขมาจาร
พ.ศ. ๒๕๑๙ เลื่อนยศเป็นพระครูชั้นพิเศษที่ พระครูพิเศษเขมาจาร และเมื่อวันที่ ๑๖ ก.พ. พ.ศ. ๒๕๒๔ ได้รับตำแหน่งเป็น พระอุปัชฌาย์
หลวงพ่อท้วม เขมจาโร เป็นพระเกจิอาจารย์ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเมตตา ยามได้รับกิจนิมนต์ก็ไม่เคยปฏิเสธแม้ว่าท่านจะย่างเข้าสู่วัยชราและมีปัญหา ด้านสุขภาพ เพราะท่านถือว่าเป็นกิจของสงฆ์ที่ต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด หากท่านรับกิจนิมนต์แล้วท่านจะต้องเดินทางไปถึงงานก่อนเสมอ มีหลายคราวที่ต้องไปรอเจ้าภาพเสียด้วยซ้ำไป การเข้าพบกราบนมัสการสะดวกมากไม่มีพิธีรีตองหรือเลือกชนชั้นแต่อย่างใด จึงทำให้ท่านมีเวลาพักผ่อนน้อยมาก ในแต่ละวันจะมีชาวบ้านที่ศรัทธา มากราบขอพร ขอความเมตตาให้ท่านเจิมรถ จารแผ่นชนวนเสกสิ่งของ ประพรมน้ำมนต์ตลอดทั้งวันตั้งแต่เช้าจนมืดค่ำ ในฐานะพระอุปัชฌาย์ท่านก็ทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ไม่บกพร่อง รับหน้าที่ในการบรรพชาอุปสมบทให้พระภิกษุสามเณรอีกทั้งบวชชีพราหมณ์เพื่อ เป็นการสืบทอดและบำรุงพระศาสนา กิจนิมนต์งานพุทธาภิเษกวัตถุมงคลยังวัดต่างๆต้องเดินทางเสมอๆ แม้นจะไกลหรือจะเหน็ดเหนื่อยเพียงใด ท่านก็มีความสุขที่ได้ปฏิบัติเช่นนั้น ศิษย์ผู้คอยดูแลปรนนิบัติก็ไม่สามารถทัดทานได้ หลวงพ่อเคยกล่าวว่า “ เมื่อเขาพร้อมเราก็พร้อม ฤกษ์ดีอยู่ที่สะดวก ในเมื่อเขาตั้งใจมาหาเพื่อให้เราช่วยแล้วเราก็ต้องทำให้ทันทีด้วยความเต็มใจ ” ด้านการศึกษา ท่านก็ให้ความสำคัญ และเอาใจใส่เป็นพิเศษ เพราะท่านมีความผูกพันกับการเรียนการสอนมาตั้งแต่ก่อนจะอุปสมบท ปัจจุบันท่านยังเป็นกรรมการสถานศึกษาถึงสองแห่งคือ โรงเรียนวัดศรีสุวรรณ และโรงเรียนบ้านคลองสงค์ ท่านให้การอุปถัมภ์นักเรียนด้วยการมอบทุนการศึกษาแก่เด็กที่เรียนดีแต่ขาด แคลนทุนทรัพย์เสมอมา ส่วนวัตถุมงคลรุ่นต่างๆที่ท่านได้สร้างและทำการอธิษฐานจิตปลุกเสกนั้น ก็ล้วนแล้วแต่มีประสบการณ์เล่าสู่กันฟังมากมาย ถึงแม้นว่าค่านิยมทางด้านราคายังไม่สูงมากมายนัก แต่ด้วยพลังแห่งพุทธคุณที่ปรากฏครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นด้านความคงกระพันชาตรี โชคลาภมหานิยม แคล้วคลาดปลอดภัย ด้วยพลังแห่งศรัทธาที่มีต่อหลวงพ่อท้วม มักมีการแสวงหามาเพื่อบูชาติดตัวอย่างกว้างขวาง ด้วยเหตุปัจจัยเหล่านี้จึงทำให้ท่านเป็นที่ยกย่องกล่าวขานถึงความ ศักดิ์สิทธิ์และความเมตตา มีศิษยานุศิษย์ทั่วประเทศ นับเป็นเป็นอริยะสงฆ์แห่งแดนใต้อีกรูปหนึ่งที่ควรค่าแก่การเคารพกราบไหว้ สมกับเป็น พระเกจิหนึ่งในดวงใจ เทพเจ้าแห่งเมืองคนดี
         

          หลวงพ่อท้วมท่านเล่าตำนานเกี่ยวกับเรื่องสมอทอง ไว้ว่า… เนื่องจากในอดีตมีเรื่องเล่ากันว่าบริเวณที่แห่งนี้นานมาแล้วเดิมทียังเป็น ทะเล มีเรือสำเภาจีนขนาดใหญ่ได้เจอพายุถูกคลื่นยักษ์ซัดเข้ามา กัปตันเรือไม่สามารถบังคับเรือได้จึงสั่งให้ลูกเรือทอดสมอลงทะเลเพื่อหลบ พายุ แต่ไม่สามารถทำให้เรือจอดได้ จึงได้สั่งลูกเรือให้ทอดสมออีกครั้งโดยครั้งนี้ได้สั่งให้ทอดสมอพร้อมกัน คราวเดียวถึง ๗ ตัว แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จเรือสำเภาก็ไม่หยุดนิ่ง ยังคงลอยไร้ทิศทางมาจนถึงบริเวณที่ตั้งบ้านสมอทองปัจจุบัน กัปตันได้สั่งให้ลูกเรือเอาสมอเรือทอดลงอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ต่างกว่าครั้งก่อนๆเพราะว่าสมอที่ใช้ทอดนั้นเป็น สมอทอง ปรากฏว่าครั้งนี้สามารถทำให้เรือสำเภาจอดนิ่งได้อย่างน่าอัศจรรย์ เมื่อพายุคลื่นลมสงบเรือสำเภาจะออกเดินทางต่อ แต่ไม่สามารถถอนสมอทองกลับคืนมาได้ เวลาล่วงมาถึงยุคปัจจุบัน สถานที่ทอดสมอเรือทั้ง ๗ ตัว ชาวบ้านจึงมีชื่อเรียกกันว่า “ บ้านสมอเจ็ด” บริเวณที่ทอดสมอทองมีชื่อเรียกว่า “ บ้านสมอทอง ” และทางด้านใต้ของบ้านสมอทองที่หูรั้งของสมอเรือพาดไปนั้น มีชื่อเรียกว่า “ บ้านหูรั้ง ” ซึ่งปัจจุบันได้เรียกเพี้ยนไปเป็น “ บ้านหูรัง ” ซึ่งปัจจุบันสถานที่ในตำนานดังกล่าวคือ… ตำบลสมอทองอันเป็นที่ตั้งของวัดศรีสุวรรณ

          ๒๘ ธันวาคมของทุกๆปี ศิษยานุศิษย์จะจัดงานทำบุญอายุพระครูพิเศษเขมาจาร (หลวงพ่อท้วม เขมจาโร) ณ.วัดศรีสุวรรณ ต.สมอทอง อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี ขณะเดียวกันหลวงพ่อท้วมจะทำพิธีป้อนข้าวเหนียวดำ ซึ่งการหุงข้าวเหนียวดำกับน้ำว่านตามโบราณ ถือว่าเป็นหมอยาอย่างหนึ่ง ใช้เพื่อป้องกันอันตราย แคล้วคลาดทั้งปวง โดยส่วนนี้ได้จัดทำขึ้นมาแจกเป็นมงคลให้กับประชาชนที่มาร่วมงานในวันดัง กล่าวด้วย

          พรจากหลวงพ่อท้วม เขมจาโร “ ขอให้ท่านโชคดีมีเงินใช้ ให้ร่ำรวยพร้อมด้วยพรทั้งสี่ มีอายุ วรรณะ สุขะ พละ นึกสิ่งใดที่ชอบประกอบด้วยธรรม ให้สิ่งนั้นสมปรารถนาทุกประการทุกท่านเทอญ ”

Categories: ประวัติพระเกจิอาจารย์, หลวงพ่อท้วม วัดศรีสุวรรณ รุ่นมหาลาภ89, หลวงพ่อท้วม เขมจาโร วัตถุมงคลรุ่นสร้างมณฑป ๕๕ | Tags: , , , , | ใส่ความเห็น

ประวัติหลวงพ่อล้าน เขมจิตฺโต วัดขนาย จ.สุราษฎร์ธานี

หลวงพ่อล้าน เขมจิตฺโต วัดขนาย จ.สุราษฎร์ธานี

ประวัติหลวงพ่อล้าน เขมจิตฺโต วัดขนาย จ.สุราษฎร์ธานี

ประวัติโดยสังเขป  พระ ครูเกษมจิตตาภิรักษ์ หรือหลวงพ่อ ล้าน เขมจิตฺโต  เป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งลุ่มน้ำตาปี เจ้าอาวาสวัดเกษมบำรุง หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า วัดขนาย มีความเชี่ยวชาญวิทยาคมเป็นที่เลื่องลือไปทั่วสารทิศ จนได้รับการยกย่องว่าเป็นพระเกจิอาจารย์ระดับแนวหน้าแห่งปักษ์ใต้ หลวงพ่อล้าน บำเพ็ญเพียรตั้งมั่นอยู่ในสมณธรรมอย่างเคร่งครัด มีวัตรปฏิบัติดีเปี่ยมด้วยเมตตาธรรม เป็นที่พึ่งพิงทางใจของพุทธศาสนิกชนทั่วไป ปัจจุบันหลวงพ่อล้าน สิริอายุ 80 พรรษา 53 ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดขนาย จ.สุราษฎร์ธานี และเจ้าคณะตำบลบางงอน  มีนามเดิมว่า ล้าน สงนรินทร์ เกิดเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2476 ณ บ้านคลองเคี่ยม ต.บางงอน อ.พุนพิน จ. สุราษฎร์ธานี โยมบิดา-มารดา ชื่อ นายสุขปั้น และ นางพร้อย สงนรินทร์ ครอบครัวมีพี่น้อง 7 คน ท่านเป็นบุตรคนที่ 2 ครอบครัวประกอบอาชีพเกษตรกรรม ชีวิตในวัยเด็กค่อนข้างลำบาก ต้องช่วยเหลือครอบครัวทำงาน แต่ยังมีเวลาที่จะศึกษาเล่าเรียน เมื่ออายุ 7 ขวบ ได้เข้าศึกษาที่โรง เรียนวัดขนาย จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หลังจากนั้นได้ช่วยครอบครัวประกอบอาชีพทำนา และปลูกผักขาย ใช้ชีวิตในวัยหนุ่มด้วยการหาเลี้ยงครอบ ครัว แต่แล้วในวัย 27 ปี ท่านเกิดมีความคิดที่จะบวชเรียนตามประเพณี จึงได้กราบลาบุพ การี เข้าพิธีอุปสมบท เมื่อปี พ.ศ.2503 ณ วัดขนาย มีพระครูสถิตสันตคุณ (หลวงพ่อพัว) เจ้าคณะอำเภอคีรีรัฐนิคม เป็นพระอุปัชฌาย์, พระครูพิทักษ์ธรรมสาร (หลวงพ่อพริ้ม) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระครูรัษฎารามคณิศร์ เจ้าคณะตำบลบางงอน เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้ รับฉายานามว่า เขมจิตฺโต

หลังอุปสมบท ได้ศึกษาในพระปริยัติธรรมอย่างมุ่งมั่น สามารถสอบได้นักธรรมชั้นตรี-โท-เอก ก่อนหันไปศึกษาวิชาอักขระขอม ลงเลขยันต์ จากหลวงพ่อพริ้ม สำหรับหลวงพ่อพริ้มนั้น ได้รับการถ่ายทอดมาจาก พระสมุห์รวย หตาโส อดีตเจ้าอาวาสรูปก่อนอีกทีหนึ่ง นอกจากวิทยาคมอักขระขอม ท่านยังได้เรียนวิชาต่อกระดูกตำรับวัดขนายโดยตรงจากหลวงพ่อพริ้ม ซึ่งสืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ผู้เป็นเจ้าของตำรา คือ ตาปะขาวผู้สร้างวัดขนาย ทั้งนี้ วัดขนาย แต่เดิมมีชื่อว่า “วัดโคกพร้าว” ตามตำนานกล่าวกันว่ามีตาปะขาวหรือตาผ้าขาว (ผู้มีวิชาอาคม ถือศีล นุ่งขาวห่มขาว) เป็นผู้สร้างวัดขึ้น แต่ไม่ทราบหลักฐานที่แน่นอนว่าสร้างขึ้นเมื่อใด ต่อมาเมื่อมีชาวบ้านชาวช่องเข้ามาตั้งหลักปักฐานทำมาหากินกันมากขึ้น จนกลายเป็นชุมชนขนาดใหญ่โตขึ้นเป็นหมู่บ้าน มีชื่อเรียกกันทั่วไปว่า “หมู่บ้านขอ-นาย” ภายหลังเพี้ยนไปเป็น ขนาย ในที่สุด ส่วน วัดโคกพร้าว ก็ได้เปลี่ยนมาเป็น วัดขนาย ตามชื่อหมู่บ้านไปด้วยในสมัยของ พระสมุห์รวย หตาโส อดีตเจ้าอาวาสรูปที่ 8 ของวัดขนาย ท่านได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็น พระสมุห์เกษม โดยที่ท่านเป็นพระนักพัฒนาที่ได้พัฒนาวัดขนายให้มีความเจริญก้าวหน้า และยังเป็นพระเถระที่พุทธศาสนิกชนให้ความเคารพนับถือกันอย่างกว้างขวาง กระทั่งพระปรีชาอุดม เจ้าคณะจังหวัดสุราษฎร์ธานีในสมัยนั้น เห็นคุณความดีงามของท่าน และเพื่อเป็นเกียรติแก่พระสมุห์เกษมหรือหลวงพ่อสำรวย จึงได้มีการเปลี่ยนชื่อวัดจากวัดขนาย มาเป็น วัดเกษมบำรุงจนถึงปัจจุบันนี้ แต่ชาวบ้านในละแวกนั้นก็ยังคงติดปากเรียกกันว่าวัดขนายอยู่เช่นเดิม ท่านได้ศึกษาวิชาต่อกระดูกจนมีความเชี่ยวชาญ ได้นำมาใช้รักษาให้ชาวบ้านที่ประสบเหตุจนกระดูกหักให้หายเป็นปกติ

ลำดับงานปกครองคณะสงฆ์

– พ.ศ.2532 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดขนาย จ.สุราษฎร์ ธานี พ.ศ.2547 และดำรงตำแหน่งเจ้าคณะตำบลบางงอน

– พ.ศ.2518 ได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็น พระสมุห์ล้าน เขมจิตโต

– พ.ศ.2540 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็น พระครูสัญญาบัตรชั้นตรี ในราชทินนามที่ พระครูเกษมจิตตาภิรักษ์

กล่าวกันว่า หลวงพ่อล้าน มีความชำนาญพระคาถาอิติปิโส 8 ทิศ, มงกุฎพระพุทธเจ้า, พระเจ้า 16 พระองค์ และฆะเฏสิ ทรงอิทธิคุณในทางขับไล่สิ่งอัปมงคลชั่วร้าย เสริมดวงชะตา นำพาโชคลาภวาสนาบารมี สำหรับวัตถุมงคลที่หลวงพ่อล้านได้มีการจัดสร้างมาแล้วหลายรุ่น แต่ที่ได้รับการเล่าขานถึงอย่างกว้างขวาง คือ ตะกรุดผานไถพลิกแผ่นดิน ที่จัดสร้างจากผานไถจริงที่ใช้ไถนา เอามาตัดเป็นชิ้นเล็กๆ ทำตะกรุด นำมาหลอมรวมกันตามสูตรที่เรียนมาจากครูบาอาจารย์ จนได้รับการยอมรับจากบรรดานักนิยมสะสมพระเครื่องวัตถุมงคลว่ามีคุณเด่นด้าน เมตตามหานิยมและค้าขายเจริญรุ่งเรือง หลวงพ่อล้าน กล่าวว่า “ตะกรุดผานไถพลิกแผ่นดิน ที่ช่วยให้สามารถพลิกชะตาจากร้ายให้กลายเป็นดี ดุจเดียวกับผานไถนาที่ช่วยพลิกแผ่นดินที่เสียให้กลับกลายเป็นดินดี สามารถปลูกข้าวให้งอกงามได้ เป็นที่เชื่อถือกันมาแต่โบราณ แต่กระนั้น จะอาศัยเพียงวัตถุมงคลอย่างเดียวคงไม่ได้ ต้องใช้ความพยายามลงมือทำสร้างเนื้อสร้างตัว อย่าไปเบียดเบียนผู้อื่น และที่สำคัญ ต้องมีศรัทธาประกอบด้วย จะทำให้เราประสบผลสำเร็จได้” แต่ถึงแม้วัตถุ มงคลของหลวงพ่อล้าน จะได้รับความนิยมจากบรรดาสานุศิษย์ แต่ท่านไม่เคยอวดโอ่ มีแต่พร่ำสอนให้ญาติโยม อย่าดำรงชีวิตด้วยความประมาท อย่ายึดมั่นถือมั่นเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่มีใครหนีพ้น ขณะยังมีชีวิตขอให้ทุกคนหมั่นประกอบแต่กรรมดี ละเว้นทำชั่ว เพราะอายุคนนั้นสั้นนัก ถึงไม่แก่ไม่เฒ่าก็ตายได้เช่นกัน จงอย่าประมาท หลวงพ่อล้าน มักนำปัจจัยที่สานุศิษย์นำมาถวายหรือได้รับกิจนิมนต์เข้าร่วมพิธีพุทธา ภิเษกสำคัญทุกครั้ง เงินทุกบาททุกสตางค์ที่ได้รับบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธา จะนำไปพัฒนาวัดและส่งเสริมด้านการศึกษาทั้งสิ้น ทำให้วัดขนายแห่งนี้เจริญรุ่งเรืองอย่างรวดเร็ว รวมทั้งพัฒนาบรรยากาศภายในบริเวณวัดมีแต่ความสงบวิเวกเหมาะสมสำหรับการ ปฏิบัติธรรม ด้วยล่วงเข้าสู่วัยชราอายุกว่า 80 ปีแล้ว ทำให้สุขภาพร่างกายย่อมเสื่อมถอยไปตามวัยแต่ถึงกระนั้น ท่านก็คงยังมีเมตตาให้คณะศิษย์ได้เข้าพบเพื่อกราบนมัสการสนทนาธรรมจาก ท่านอยู่มิได้ขาด วัตถุมงคลและเครื่องราง ที่ท่านอธิษฐานจิตปลุกเสกโด่งดังไปไกลทั่วประเทศ โดยเฉพาะตะกรุดผานไถและผ้ายันต์กันโจร สมกับที่ได้รับการยกย่องให้ท่านเป็นพระเกจิดังแห่งลุ่มน้ำตาปี

Categories: ประวัติพระเกจิอาจารย์, วัตถุมงคลพระเครื่องรุ่นต่างๆ พ่อหลวงล้าน เขมจิตฺโต วัดขนาย, เหรียญห่วงเชื่อมรุ่นแรก พ่อหลวงล้าน เขมจิตฺโต วัดขนาย | Tags: , , , , | ใส่ความเห็น

ประวัติ หลวงพ่ออิ้น ปภากโร เจ้าอาวาสวัดรัชราษฎร์พัฒนา (ทับใหม่พัฒนา) อำเภอเคียนซา จ.สุราษฎร์ธานี

พยัคฆ์ศรีวิชัย รุ่นแรก หลวงพ่ออิ้น ปภากโร วัดทับใหม่พัฒนา

พยัคฆ์ศรีวิชัย รุ่นแรก หลวงพ่ออิ้น ปภากโร วัดทับใหม่พัฒนา ที่ ร้านพระเครื่องณัฐนันท์

ประวัติ หลวงพ่ออิ้น ปภากโร เจ้าอาวาสวัดรัชราษฎร์พัฒนา (ทับใหม่พัฒนา) ตั้งอยู่ที่ หมู่4 ตำบลบ้านเสด็จ อำเภอเคียนซา จ.สุราษฎร์ธานี ชื่อ เดิม อิ้น ชูเมือง โยมบิดาชื่อนายบุตร โยมแม่ชื่อนางเขียว (มีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องกับท่านขุนพันธรักษ์ราชเดช) เกิดในวันพฤหัสบดี เดือน๘ ปีระกา พ.ศ. ๒๔๖๔ ในวัยหนุ่มก่อนอุปสมบทท่านชื่นชอบและฝักใฝ่ในวิชาอาคมต่างๆเนื่องจากสมัย ก่อนนั้นจำเป็นต้องมีวิชาไว้เพื่อป้องกันตัว องค์ปฐมบรมครูที่สั่งสอนสรรพวิชาให้กับท่านคือโยมพ่อนั่นเอง โดยโยมพ่อเป็นศิษย์ท่านพระอาจารย์ชูเฒ่า วัดพัทธสีมา นครศรีธรรมราช ได้รับการถ่ายทอดวิชาอาคมต่างๆมากมายหลายวิชา แต่ที่โดดเด่นคือวิชา การทำตะกรุดโทน ซึ่งวิชานี้ก็ได้รับการถ่ายทอดมายังหลวงพ่ออิ้น และ ถือได้ว่าเป็นสุดยอดเครื่องรางอันเอกอุของท่าน เนื่องจากมีประสบการณ์มากมายจากผู้ที่ได้รับมอบจากท่านและนำไปใช้ติดตัว โยมบิดาท่านสามารถล่วงรู้ถึงกาลมรณะของตนเองและในวันมรณะท่านก็ได้นั่งสมาธิ จนดวงวิญญาณออกจากร่าง โดยมรณะในท่านั่งสมาธิมีเพียงเท้าด้านซ้ายเท่านั้นที่ตกลงจากเข่า จากการที่ผูกพันกับวัดพัทธสีมา ท่านจึงได้วนเวียนเรียนรู้ฝึกปรือวิชาอาคมและฝากตัวเป็นศิษย์กับพระเกจิ อาจารย์อีกหลายท่าน อาทิ พ่อท่านหนูจันทร์ พ่อท่านอาจารย์โรย พ่อท่านเอียด และยังได้ข้ามเขตไปยังจังหวัดพัทลุงเพื่อศึกษาอาคมเพิ่มเติมจาก พระอาจารย์เอียด วัดดอนศาลา และอาจารย์นำ แก้วจันทร์ (สมัยที่อาจารย์นำยังเป็นฆาราวาส) ซึ่งสหมิกธรรมของท่านคือ หลวงพ่อเอื้อม กตตปุญโญ วัดบางเนียน และหลวงพ่อพ่วง วัดแดง นครศรีธรรมราช กล่าวได้ว่าท่านเป็นศิษย์ทั้งสายเขาอ้อ และสายวัดพัทธสีมา ซึ่งเป็น ๒ สายหลักที่โด่งดังแห่งเมืองใต้

ท่าน เล่าเรื่องในอดีตให้ฟังว่า ในระหว่างครองเพศบรรพชิตท่านผ่านประสบการณ์ด้านต่างมาอย่างโชกโชน เคยเป็นทั้งเสือและหัวหน้าหน่วยพื้นที่สีแดง สมัยนั้นเคยหนีการจับกุมไล่ล่าของตำรวจมือปราบท่านขุนพันธ์ฯจอมขมังเวทย์ใน ระยะประชิดตัว แต่ด้วยอำนาจเดชะบุญของตะกรุดโทนที่ท่านทำใช้เองตามตำราที่ได้เล่าเรียนมาทำ ให้ท่านรอดพ้นจากภัยอันตรายมาได้หวุดหวิด และเมื่อท่านโดนจับกุมในข้อหาคดีความต่างๆ ถูกนำตัวสู่การพิจารณาของศาล ท่านก็อาศัยบารมีแห่งตะกรุดโทนนี้ ทำให้ศาลยกฟ้องคดีท่านมาจนนับครั้งไม่ถ้วน ด้านการครองเรือนเคยมีภรรยาอยู่กินกันถึง ๗ คน แต่มีบุตรเพียงคนเดียวและได้เสียชีวิตไปแล้ว
ใน สมัยที่ท่านปกครองคนในเขตอำเภอเคียนซา ซึ่งสมัยนั้นถูกจัดเป็นพื้นที่สีแดง ท่านมีที่ดินในการปกครองมากมาย มีบริวารห้อมล้อมและคนเกรงขามจำนวนมาก แต่ท่านก็หาได้มีความสุขอย่างแท้จริงเลย หลังจากที่ท่านคิดทบทวนถึงชีวิตที่ผ่านๆมา จึงทำให้รู้ซึ้งถึงสัจจะธรรมความไม่เที่ยงแท้แน่นอนของชีวิต อีกทั้งท่านยังเป็นห่วงชีวิตของชาวบ้านภายใต้การปกครองของท่าน อยากให้ชาวบ้านเหล่านั้นเป็นคนดีได้มีโอกาสรับใช้ประเทศชาติ ในที่สุดท่านจึงได้ตัดสินใจยกที่ดินทั้งหมดเป็นพันๆไร่แจกจ่ายแก่ชาวบ้าน เพื่อให้เป็นที่ทำกิน โดยที่ดินเหล่านั้นปัจจุบันอยู่ในเขตพื้นที่หมู่บ้านเขารักษ์ หมู่๘ หมู่๙ ตำบลบ้านเสด็จ อำเภอเคียนซา โดยชื่อหมู่บ้านนั้นท่านเป็นผู้ตั้งชื่อโดยมาจากคำว่า “ คุณรักษา “ ต่อ มาเรียกเพี้ยนเป็นเขารักษ์ ( จากประวัติโรงเรียนเขารักษ์ อำเภอเคียนซา ) และท่านยังได้ยกที่ดิน ๑๐๐ ไร่เพื่อจัดตั้งเป็นโรงเรียนขึ้น โดยช่วงแรกได้ชื่อว่า โรงเรียนไทยรัฐวิทยา ๒๒ (ใต้ร่มเย็น) สาขาบ้านเขารักษ์ ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น โรงเรียนบ้านเขารักษ์ จวบจนปัจจุบัน และท่านยังได้ตั้งกองทุนเพื่อการศึกษาของเด็กนักเรียนไว้ โดยใช้ชื่อว่ากองทุนหลวงพ่ออิ้น ปภากโร ( นายอิ้น ชูเมือง ) อีกด้วย
ปี ๒๕๓๒ หลังจากที่ท่านได้สละสิ่งของนอกกายจนหมดสิ้นแล้วก็ได้ก้าวเข้าสู่ร่มของ กาสาวพัสตร์ ณ.พัทธสีมาวัดบางสะพาน ตำบลบางจาก จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีพระครูวิธานชุลาธรณ์เป็นพระอุปัฌชาย์ และท่านได้กลับมาตั้งสำนักสงฆ์บ้านทับใหม่ในเขตพื้นที่สีแดงตามเจตนารมณ์ เดิมของท่าน บนเนื้อที่ประมาณ ๑๙ ไร่ ที่มาจากการร่วมกันบริจาคของชาวบ้านที่มีจิตศรัทธาในละแวกนั้น หลังจากนั้นท่านก็เริ่มออกธุดงค์เพื่อแสวงหาในสิ่งที่ท่านยังสงสัยใน การธุดงค์ของท่านนั้นท่านได้ไปทั่วทุกภาคของประเทศไทยและเลยออกไปยังประเทศ ใกล้เคียงจนท่านพอใจและค้นพบสิ่งที่ท่านสงสัยแล้ว หลังจากนั้นท่านจึงกลับมาที่เดิมและเริ่มพัฒนา สำนักสงฆ์บ้านทับใหม่ อย่างจริงจัง ปัจจุบันกลายเป็นวัด มี กุฏิสำหรับพระสงฆ์จำพรรษา ศาลาปฏิบัติธรรม เมรุ และปัจจุบันกำลังก่อสร้างพระอุโบสถ เพื่อให้เป็นวัดที่สมบูรณ์รองรับชาวบ้านที่เข้ามาสู่ร่มเงาของพระพุทธศาสนา
ปัจจุบันท่านอายุ ๙๔ (พรรษา ๒๒) แต่ ยังแข็งแรงและยังโปรดญาติโยมได้ตลอดเวลา ที่สำคัญท่านยังสามารถทำตะกรุดโทน ได้อย่างเข้มขลังและถูกต้องตามตำราแห่งอดีตบูรพาจารย์ พระอาจารย์ชูเฒ่า วัดพัทธสีมาได้เหมือนเดิม โดยวัตถุมงคลทุกรุ่นที่ท่านสร้างจะมีมวลสารสำคัญที่ขาดไม่ได้เป็นส่วนประกอบ อยู่คือ แร่เหล็กไหล ๙ ชนิด ซึงท่านแสวงหาและสะสมมาชั่วชีวิตตั้งแต่ตอนเป็นฆาราวาสและตอนที่ท่านออก ธุดงค์ เขี้ยวแก้วมังกร เป็นของอาถรรพ์มีความศักดิ์สิทธิ์ในตัวมีฤทธิ์ในการป้องกันและขับไล่สิ่ง ชั่วร่าย งาช้างกำจัด เป็นของอาถรรพ์มีความศักดิ์สิทธิ์ในการป้องกันสัตว์ร้ายต่างๆและอยู่ยงคง กระพันชาตรี
วัดทับใหม่พัฒนาได้รับการตั้งเป็นวัดจากสำนักงานพระพุทธศาสนา เมื่อ ๑๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ ..ขณะ นี้ทางวัดกำลังก่อสร้างโบสถ์แต่ยังขาดปัจจัยอีกมากมาย จึงขอบอกบุญมายังพุทธศาสนิกชน สามารถร่วมบุญได้ โดยบริจาคทรัพย์โดยตรงได้ที่…หลวงปู่อิ้น ปภากโร วัดทับใหม่พัฒนา หมู่4 ตำบลบ้านเสด็จ อ.เคียนซา จ.สุรษฎร์ธานี 840260 หรือที่บัญชีธนาคารกรุงไทย สาขาสุราษฎร์ธานี เลขที่ 807-0-63187-2

 
1 ความเห็น

One thought on “ประวัติพระเกจิอาจารย์ สายใต้

  1. Pingback: ประวัติพระเกจิอาจารย์ สายใต้ | พระเครื่องณัฐนันท์ nuttanunamulet

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

สร้างเว็บไซต์หรือบล็อกฟรีที่ WordPress.com.

%d bloggers like this: